บทที่ 5 ทางเลือก

“คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะฉาย...” จากนั้นคุณสิรามนก็เล่าให้เพื่อนฟังแต่ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเพราะเธอไม่อยากรบกวนเพื่อนและปล่อยวางทุกอย่างแล้ว

“เอาอย่างนี้นะมน อีกสองวันฉันจะไปหาเธอแล้วเราไปดูที่ดินที่เชียงใหม่ด้วยกัน ถ้าเธออยากขายที่ดินที่เชียงใหม่เดี๋ยวฉันจะซื้อเอาไว้สร้างบ้านพักตากอากาศส่วนเรื่องบ้านเธอใจเย็นเดี๋ยวเราค่อยคุยกันเรื่องแค่นี้เองทำไมเธอไม่บอกฉันล่ะมน” คุณหญิงบอกเพื่อนว่าสนใจที่ดินแปลงที่เพื่อนเสนอขายเพราะมันอยู่ติดกันกับแปลงที่เพื่อนเก็บไว้จะปลูกบ้านและจะช่วยเหลือเพื่อนด้วย

“อย่าเลยฉาย แค่เธอช่วยซื้อที่ดินฉันก็ขอบคุณมากแล้ว” คุณสิรามนพูดอย่างเกรงใจเพื่อนเพราะเงินมั้นไม่ใช่น้อยๆ

“เธอเป็นเพื่อนฉันนะมน เพื่อนไม่ช่วยเพื่อนแล้วจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไงเอาไว้ค่อยคุยกันนะมน คุยทางโทรศัพท์มันไม่รู้เรื่องหรอก”

“ได้จ้ะฉาย งั้นฉันไม่กวนเธอแล้วนะ”

“โอเคจ้ะมน อีกสองวันเจอกันจ้ะ” คุณหญิงฉายฤดีตอบเพื่อนแล้วยิ้มให้กันก่อนจะวางสายมองสบตากับกรณ์ลูกชายคนเล็กกับดารกาลูกสะใภ้ที่นั่งฟังเธอคุยกับเพื่อนอยู่เงียบๆ

“คุณน้ามนมีปัญหาเหรอครับคุณแม่” กรณ์ถามแม่วันนี้เขากับภรรยามาทานข้าวเป็นเพื่อนแม่เพราะพี่ชายกับภรรยาไปงานเลี้ยงวันเกิดญาติของภรรยา

“ใช่ลูก ก็อย่างที่น้ามนเขาเล่าให้ฟังนั่นแหละจ้ะ”

“ทำไมเขาถึงกล้าทำแบบนี้คะคุณแม่” ดารกาพูดขึ้นเท่าที่เธอรู้ครอบครัวของทิติพรก็ร่ำรวยทำไมถึงทำแบบนี้และเธอก็ไม่ได้สนิทด้วยแค่เจอกันตามงานเลี้ยงทักทายกันตามมารยาทเท่านั้น

“ก็เรื่องอิจฉาลูกเลี้ยงน่ะสิแม่อาย ที่ดินผืนนี้น้ามนเค้าจะเก็บไว้ให้หลานสาวที่เกิดกับเด็กในบ้านแล้วแม่เลี้ยงไม่ยอมให้ผัวมาขอไปค้ำประกันธุรกิจแต่กลับเอาไปจำนองกับธนาคารแล้วก็ไม่สนใจจนกระทั่งจะถูกยึดน้ามนเขาเลยรู้จ้ะ กรณ์ให้ทนายความไปติดตามเรื่องนี้ให้แม่หน่อยสิ แม่จะช่วยน้ามนเขา” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับลูกชายลูกสะใภ้

“ได้ครับคุณแม่ พรุ่งนี้ผมจะให้ทนายไปสอบถามเรื่องนี้ดูให้ครับ” กรณ์ตอบแม่หากสิ่งไหนที่ท่านทำแล้วมีความสุขเขาไม่ห้าม

“ขอบใจลูก ได้เรื่องยังไงแล้วบอกแม่ด้วยเดี๋ยวมะรืนนี้แม่จะไปไหว้พระทำบุญกับน้ามนเขาหน่อย ไม่ได้เจอกันนานแล้ว” คุณหญิงฉายฤดีบอกลูกชาย

“ให้ผมกับคุณอายไปเป็นเพื่อนมั้ยครับคุณแม่” กรณ์ถามแม่ด้วยความเป็นห่วงเพราะท่านแก่แล้วถึงจะแข็งแรงแต่เดินทางไกลก็ต้องระวังมากเป็นพิเศษ

“ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวแม่ไปกับละมัยก็ได้”

“ก็ได้ครับ ละมัยดูแลคุณแม่ให้ดีนะ” กรณ์หันไปพูดกับละมัยเขาไว้ใจคนสนิทของแม่ที่อยู่ด้วยกันมาสาวๆจนตอนนี้อายุเกือบสี่สิบและดูแลแม่ของเขาเป็นอย่างดี

“ค่ะคุณกรณ์” ละมัยรับคำสั่งของเจ้านายถึงคุณกรณ์ไม่บอกเธอก็ดูแลคุณหญิงให้ดีที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้เพราะท่านเป็นคนให้โอกาสเธอได้มีชีวิตใหม่จากเด็กร่อนเร่ไร้พ่อแม่ไร้ญาติจึงตั้งปฏิญาณไว้ว่าจะตอบแทนบุญคุณท่านด้วยชีวิตของเธอ

“งั้นไปกินข้าวกันเถอะลูก” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับลูกชายคนเล็กและลูกสะใภ้

ทั้งสามก็ลุกขึ้นเดินไปห้องอาหารแล้วทานอาหารค่ำด้วยกันหากไม่มีงานเลี้ยงหรือธุระอะไรลูกชายลูกสะใภ้ก็จะมาทานอาหารค่ำพร้อมหน้าพร้อมตาส่วนหลานๆของท่านนั้นอาทิตย์หนึ่งจะเจอกันสักครั้งเพราะแต่ละคนก็งานยุ่งและมีเพื่อนฝูงต้องพบเจอสังสรรค์กันตามประสาหนุ่มสาวและจะอยู่คอนโดกันมากกว่าบ้าน

ที่บ้านของคุณสิรามน

เมื่อวางสายจากเพื่อนแล้วสองย่าหลานก็คุยกันเรื่องคนงานในบ้านหากย้ายไปอยู่เชียงใหม่หรือย้ายบ้านใหม่จะทำยังไงดีและลิปการ์คิดว่าไปดูที่ทางก่อนแล้วค่อยกลับมาคุยกันว่าจะเอายังไงต่อก่อนจะไปอาบน้ำแล้วมาทานอาหารค่ำ แล้ววันถัดมาลิปการ์ลาหยุดงานเพื่อไปทำธุรกรรมกับย่าที่ธนาคารส่วนเรื่องที่ดินก็ต่อสอบถามเรื่องที่ดินว่าการโอนจะต้องทำยังไงบ้างเพื่อจะได้เตรียมเอกสารและทนายความก็ทำเรื่องให้พร้อมกับคุณสิรามนทำพินัยกรรมไว้เพื่อหลานสาวจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อเธอจากไปจนเสร็จเรียบร้อยก็ผ่านไปหนึ่งวันและตอนเย็นแฟนหนุ่มก็มาหาที่บ้านและชวนไปเดินเล่นที่ห้างในเมือง

“ผมะพาเอ๋ยมาส่งก่อนสี่ทุ่มนะครับคุณย่า” วีระบอกย่าของแฟนสาวเขาไม่ได้รังเกียจที่ลิปการ์เป็นลูกคนรับใช้แต่แม่ของเขาไม่ชอบและอยากให้เขาคบกับลูกสาวเพื่อนของพ่อที่เป็นรองอธิบดีกรมตำรวจแต่เขาชอบลิปการ์จะว่ารักก็ได้เพราะลิปการ์ทั้งสวยน่ารักนิสัยดี

"จ้ะพ่อวี" คุณสิรามนยิ้มให้แฟนหลานสาวที่เสมอต้นเสมอปลายแต่อะไรมันก็แน่นอนหากวีระและครอบครัวรู้ว่าบ้านของเธอกำลังจะถูกยึดก็ไม่รู้ว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์ของหลานสาวกับวีระหรือเปล่า

ลิปการ์ขึ้นรถปอร์เช่สปอร์ตสองที่นั่งสีดำของแฟนหนุ่มแล้วถอนหายใจเธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเธอกับวีระมันไปไม่ถึงไหนเพราะตัวเองไม่มีอะไรเหมาะสมกับลูกชายท่านรองผบช.ภ.6 กับเจ้าของโรงสีใหญ่ที่สุดในพิษณุโลกและตอนนี้บ้านของย่ากำลังจะถูกยึดจึงอยากจะคุยกับวีระให้เข้าใจ

“เอ๋ยเป็นอะไรครับ” วีระถามแฟนสาวที่คบกันมาเกือบสองปี

“มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยค่ะ”

“เรื่องอะไรครับ พี่ช่วยเอ๋ยได้นะครับ” วีระพูดกับแฟนสาวตั้งแต่คบกันมาลิปการ์ไม่เคยเรียกร้องอยากได้อะไรทั้งที่เขาเต็มใจไม่เหมือนผู้หญิงคนก่อนๆของเขาที่อยากได้โน่นนี่นั่นและเขาเองนี่แหละที่ซื้อให้เธอเองและลิปการ์ก็ปฏิเสธทุกครั้งบอกว่าของแพงเธอไม่กล้าใช้

“บ้านคุณย่ากำลังจะถูกยึดค่ะ”

“อะไรนะ ถูกยึดได้ยังไง” วีระตกใจเขาไม่คิดว่าบ้านย่าของลิปการ์จะถูกยึด

“มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ค่ะ เอ๋ยเป็นแค่หลานคนใช้ไม่รู้เรื่องอะไรมากท่าบอกแค่ไหนก็รับรู้เท่านั้นค่ะ” เธอไอยากพูดเรื่องภายในครอบครัวให้คนนอกฟังแต่ที่บอกวีระก็เพราะเขาเป็นแฟนไม่อยากให้รู้จากคนอื่น

“เท่าไหร่ครับเอ๋ย เดี๋ยวพี่จะช่วยเอง” วีระพูดอย่างใจป้ำเพราะคิดว่าไม่น่าจะเกินห้าล้าน

“ขอบคุณมากค่ะพี่วี แต่ยอดมันเยอะคุณย่าท่านยอมปล่อยให้ธนาคารยึดค่ะ”

“มันเยอะขนาดไหนล่ะเอ๋ย”

“สามสิบล้านค่ะ”

“ห๋า..สามสิบล้านเลยเหรอ” วีระหันมาองแฟนสาวด้วยความตกใจเพราะเงินจำนวนสามสิบล้านเขาคงช่วยไม่ได้ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินแต่มันเยอะเกิดไป

“ค่ะ สามสิบล้านยังไม่รวมดอกเบี้ยค่ะ”

“ถ้าบ้านถูกยึดแล้วเอ๋ยจะไปอยู่ที่ไหนกันครับ" วีระถามแฟนสาวและคิดเรื่องแต่งงานขึ้นมาทันที

บทที่ 2 คลุมถุงชน

“เอ๋ยอาจจะหาบ้านสักหลังหรือไม่ก็ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ต้องรอคุณย่าตัดสินใจอีกทีค่ะ” ลิปการ์พูดตรงๆกับแฟนหนุ่มและเธอก็ทำใจไว้แล้วหากจะจบกับเขาเพื่อให้เขาได้ไปเจอคนที่ดีกว่าและเหมาะสมกับเขามากกว่าเธอ

“งั้นเอ๋ยแต่งงานกับพี่นะครับ เอ๋ยจะได้พาคุณย่าตายายไปอยู่ด้วยกันได้” วีระขอแฟนสาวแต่งงานทันทีอย่างน้อยก็ช่วยให้มีที่อยู่เพราะเขาไม่รู้เรื่องภายในบ้านของแฟนสาวก็คิดว่าทำไร่ทำสวนคงลำบากกันไม่น้อยทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่ แค่คุณสิรามนและครอบครัวไม่ได้ใช้จ่ายเงินทองสุรุ่ยสุร่ายเข้าสังคมประโคมเพชรนิลจินดาแข่งกับคนอื่นเท่านั้นเองจึงถูกมองว่าขัดสน

“อย่าเลยค่ะ พี่วีก็รู้ว่าคุณนายไม่ชอบเอ๋ยยิ่งตอนนี้บ้านคุณย่าจะถูกยึดอีกท่านรับไม่ได้แน่ค่ะ” ลิปการ์พูดตรงๆว่าแม่ของเขาไม่ชอบเธอและวีระเองก็รู้และเธอเคยขอเลิกกับเขาแล้วแต่เขาไม่ยอมบอกว่าเดี๋ยวแม่ของเขาก็ใจอ่อนเธอก็คิดว่าวันหนึ่งเขาเจอใครสักคนที่เหมาะสมและเพียบพร้อมเขาก็จะเลิกกับเธอเอง

“แต่พี่รักเอ๋ยนะครับ แม่ไม่ชอบก็เรื่องของแม่เพราะแม่ไม่ได้อยู่กับเรานะครับ” วีระพูดอย่างหงุดหงิดเมื่อถูกแฟนสาวปฏิเสธเขาเป็นถึงลูกชายรองผบช.ภ.6 ที่เพียบพร้อมทุกอย่างมีแต่สาวๆเหาเขาแต่เขารักลิปการ์

“พี่วีคิดให้ดีก่อนนะคะ เอ๋ยไม่อยากให้พี่วีเอาชีวิตมาจมอยู่กับคนมีแต่ตัวไม่มีอนาคตอย่างเอ๋ยเลยค่ะ มีแต่จะทำให้ครอบครัวของพี่วีอับอาย” ลิปการ์พูดเบาๆเพราะวีระดีกับเธอมาตลอด

“พี่ไม่แคร์”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป